เด็ก ๆ คุณหนูน้อยควรเลิกดูดนมจากขวดตั้งแต่อายุ 1 ขวบนะคะ แต่ถ้ายังทำไม่ได้ ก็ผ่อนผันให้ได้จนถึงอายุ 1 ขวบครึ่งค่ะ การดูดนมจากขวดเกินกว่าอายุ 1 ขวบครึ่งหรือ 2 ขวบนั้น มักจะทำให้คุณหนูน้อยทั้งหลายติดใจการดูด อยากดูดนมมากกว่าจะรู้สึกหิวจริง ๆ ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็มักจะร้องหาขวดนมขวดน้ำ และบ่อยครั้งที่นอนหลับคาขวดนม

thaimom มีวิธีที่จะช่วยให้คุณหนูน้อยลูกรักเลิกดูดนมจากขวดได้ค่ะ แต่คุณพ่อ-คุณแม่และทุก ๆ คนในครอบครัวต้องช่วยกันอย่างมากนะคะ (โดยเฉพาะ คุณตา-คุณยาย คุณปู่-คุณย่า ต้องไม่ใจอ่อนหลงกลกับการงอแงออดอ้อนของคุณหนู ๆ นะคะ)

สิ่งแรกเลยก็คือ ต้องตั้งใจจริงและต้องใจแข็ง อันนี้ admin บอกได้เลยค่ะว่าเป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับผู้ใหญ่ เพราะตอนลูกสาวเลิกขวดนมนั้น ผู้ใหญ่แต่ละคนที่บ้านแทบจะเกิดสงครามย่อย ๆ กันเลยค่ะ ถึงขนาดที่คุณตาจะไปซื้อขวดใหม่มาเพื่อให้คุณหลานยอมกินนมเลยนะคะ

สิ่งต่อมาก็คือ การฝึกให้ลูกดื่มนมจากแก้วหรือดูดหลอดจากกล่องนม UHT อาจใช้วิธีพาไปข้างนอกตอนกลางวัน โดยไม่เอาขวดนมไปด้วย แล้วให้ดื่มนมจากแก้วหรือกล่องแทนค่ะ นอกจากจะฝึกนิสัยการดื่มนมช่วงกลางวันแล้ว เรายังต้องเปลี่ยนนิสัยช่วงกลางคืนด้วยนะคะ เปลี่ยนจากดูดนมก่อนนอนกลายมาเป็นดื่มนมก่อนนอนแทนค่ะ แต่อีกเคล็ดลับสิ่งสำคัญง่าย ๆ ที่ admin จะขออนุญาตแนะนำท่านผู้อ่านก็คือ การที่เราต้องการให้คุณหนูทั้งหลายทำอะไร เราต้องทำกับเขาด้วย เป็นการชวนกันทำ อย่าบังคับนะคะ เพราะไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ไม่ชอบการบังคับกันทุกคนค่ะ เช่นถ้าเราอยากให้คุณหนูดื่มนมจากแก้วก่อนนอน คุณพ่อ-คุณแม่ก็ต้องพากันดื่มให้คุณหนู ๆเห็นด้วยค่ะ

สิ่งสุดท้ายที่ลืมไม่ได้อีก 1 อย่างนะคะ เราต้องฝึกให้ลูกแปรงฟันก่อนนอนด้วยค่ะ แล้วพาเข้านอนโดยเล่านิทาน ร้องเพลง หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ก่อนเข้านอนค่ะ พยายามทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวันก่อนนอน แล้วคุณหนูน้อยจะทราบได้เองว่า  ถ้าทุกอย่างเสร็จครบตั้งแต่ดื่มนม แปรงฟัน ร้องเพลง เล่านิทาน จากนั้นก็จะต้องได้เวลาหลับปุ๋ยฝันดีแล้วค่ะ

แต่ถ้าหากทำทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องใช้วิธีการแอบโหดนิดหน่อยนะคะ “หักดิบ” นั่นเองค่ะ ก็คือ เก็บอุปกรณ์ทุกอย่างเกี่ยวกับขวดนมออกจากบ้าน เมื่อถึงขั้นนี้ อาจต้องเกณฑ์ทุกคนในบ้านมาช่วยนะคะ เพราะพอคุณแม่เห็นลูกน้ำตาร่วงก็อาจจะใจอ่อนได้ง่าย ๆ (อันนี้ขอยืนยันว่าจริงค่ะ เคยมาแล้ว นั่งร้องไห้กอดลูก อดข้าวตามลูก ผอมกันทั้งแม่ทั้งลูกเลยค่ะ) ในขณะที่คุณพ่อ หรือ คุณ-ตา-คุณยาย คุณปู่-คุณย่า มักจะใจแข็งกว่าเยอะมากค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

Possibly Related Posts: