โภชนาการรักเพื่อลูก

โภชนาการรักเพื่อลูก

ไตรมาสที่ 1 (อายุครรภ์เดือนที่ 1 – 3)

นับเป็นช่วงเวลาแห่งการสร้างและพัฒนาอวัยวะ (Organogenesis) อวัยวะต่าง ๆ ของทารกจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็เป็นช่วงที่เปราะบางเสี่ยงต่อการแท้ง เพราะคุณแม่ส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้ตัวว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในร่างกาย กว่าจะรู้อีกทีก็ราวสัปดาหที่ 5 – 7 นับจากวันที่มีประจำเดือนวันสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีอาการแพ้ท้อง อาจทำให้คุณแม่กินอาหารไม่ค่อยได้ บางคนเหม็นแพ้เมนูโปรด หรือบางรายก็อยากลิ้มลองอาหารรสชาติแปลก ๆ
อาหารที่เหมาะสำหรับไตรมาสที่ 1 คือ อาหารที่มีประโยชน์ทั่วไปที่รับประทานได้โดยไม่รู้สึกแพ้หรืออาเจียน น้ำขิงร้อย ๆ และอาหารที่มีวิตามินบี 6 เช่น ปลา ไก่ ตับ ถั่ว กล้วย ข้าวกล้อง รวมทั้งควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ แต่บ่อยสักวันละ 6 มื้อ จะช่วยลดอาการแพ้ได้ คุณแม่ที่ดื่มชาและกาแฟเป็นประจำ หากเลิกดื่มไม่ได้ แนะนำให้จำกัดปริมาณวันละไม่เกิน 2 แก้ว
สารอาหารสำคัณสำหรับช่วงนี้ ได้แก่ โปรตีน โดยเฉพาะโปรตีนจากปลาและถั่ว รวมทั้งโฟเลตหรือวิตามินบี 9 ที่ช่วยป้องกันความพิการทางสมองและระบบประสาทไขสันหลัง ซางพบมากในอาหารประเภทผักใบเขียวเข้ม น้ำส้มคั้น แครอท และธัญพืช ถ้าจะให้ดีว่าที่คุณแม่ควรเสริมสารอาหารประเภทนี้ล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์ 1 ปี จะช่วยให้ร่างกายพร้อมและได้รับประโยชน์จากสารอาหารดังกล่าวอย่างเพียงพอ
ในส่วนของเจ้าตัวน้อยที่กำลังเติบโตในท้อง จะมีพัฒนาการเริ่มตั้งแต่เป็นตัวอ่อนจนปรากฎรูปร่าง มีใบหน้า ศอก เข่า นิ้วมือ นิ้วเท้าชัดเจน และเริ่มที่จะดิ้นได้แล้ว

ไตรมาสที่ 2 (อายุครรภ์เดือนที่ 4 – 6)

เข้าสู่ครึ่งทางของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่คุณแม่หายจากอาการแพ้ท้อง จึงนับเป็นเวลาทองของการบำรุง นอกจากสารอาหารที่ขาดไม่ได้อย่างโปรตีน ยังมีธาตุเหล็กและแคลเซียมที่ร่างกายคุณแม่ต้องการมากกว่าปกติ เพราะธาตุเหล็ก คือ ส่วนประกอบสำคัญของเฮโมโกบินในเม็ดเลือดแดงที่จะนำออกซิเจนและสารอาหหารไปสู่ทารก หากคุณแม่ขาดธาตุเหล็กอาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางและส่งผลต่อการเจริญเติบโต หากคุณแม่ได้รับไม่เพียงพออาจทำให้เป็นตะคริวหรือเกิดภาวะกระดูกพรุนได้
กระทรวงสาธารณสุขแนะนำไว้ว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ควรได้รับธาตุเหล็กวันละ 15 มิลลิกรัม แหล่งอาหารที่รวมไปด้วยธาตุเหล็ก ได้แก่ เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง ตับ เครื่องใน หอยนางรม หอยแครง หอยแมลงภู่ นอกจากนี้ผักบางชนิดก็มีธาตุเหล็กสูงเช่นกัน เช่น เห็ดฟาง ใบกะเพรา ใบแมงลัก ผักกูด ผักแว่น และผักใบเขียวเข้ม การบริโภคอาหารวิตามินซีสูงจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นน้ำชา กาแฟ ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากนมอาจขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชผักได้
ส่วนแคลเซียมนั้นพบมากในสัตว์น้ำขนาดเล็ก รวมทั้งผักอย่างถั่วพู ใบตำลึง บร็อกโคลี่ ผักโขม กะหล่ำปลี ผักฉ่อย และถั่ว รวมทั้งนมเสริมแคลเซียมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ มีข้อมูลจากกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกาว่า หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,300 มิลลิกรัมจึงจะเพียงพอกับความต้องการ
มาถึงเวลานี้เจ้าตัวน้อยจะเริ่มได้ยินเสียงต่าง ๆ เป็นเวลาที่ดีของการสัมผัสและเริ่มพูดคุยกับลูก และยังเป็นเวลาเหมาะสมที่จะอัลตราซาวนด์ดูเพศของลูกอีกด้วย เพราะเด็กจะมีการเคลื่อนไหว ทั้งเตะ ดิ้น ตื่น และหลับ สลับกันไปมาบ่อยขึ้น พัฒนาการด้านโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เริ่มเข้าที่ นับจากนี้เจ้าตัวน้อยจะเติบโตขึ้นถึงเดือนละราว 1 เซนติเมตรเลยทีเดียว

ไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์เดือนที่ 7 – 9)

คุณแม่เริ่มอุ้ยอ้าย เคลื่อนไหวไม่สะดวก มาถึงเวลานี้น้ำหนักของคุณแม่ตามเกณฑ์ไม่ควรเกิน 11 – 15 กิโลกรัม และเพราะทารกโตขึ้นมาก พื้นที่ในช่องท้องจึงถูกเบียด ยิ่งช่วงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดอาจเป็นเวลาลำบากของคุณแม่ เพราะจะหายใจไม่สะดวก อึดอัดและปวดหลัง รวมไปถึงระบบการย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งอาจเริ่มมีอาหารเจ็บท้องเป็นสัญญาณบีบตัวของมดลูก เต้านมเริ่มผลิตน้ำนม อาหารสำคัญระยะนี้นอกจากโปรตีนและแคลเซียมแล้ว ควรเน้นเส้นใยอาหารเพื่อช่วยเรื่องการย่อยและระบบขับถ่ายของคุณแม่ด้วย
ถึงวันนี้เจ้าตัวน้อยอาจมีความยาวราว 45 เซนติเมตรแล้ว มีกิจกรรมในท้องมากขึ้นบางครั้งนั่งไขว่ห้างดูดนิ้วได้ด้วย คุณแม่อาจปวดปัสสาวะบ่อย เพราะศีรษะลูกเลื่อนต่ำลงมากดทับกระเพาะปัสสาวะ และเพราะช่วงนี้ลูกน้อยพร้อมออกมาดูโลกตลอดเวลา คุณแม่จึงควรจัดเตรียมข้าวของที่จะใช้ในวันคลอดใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย เผื่อเวลาเจ็บท้องจะได้หยิบฉวยได้ทันท่วงที

Possibly Related Posts: