อากาศเปลี่ยนบ่อยอาจทำให้ลูกไม่สบายบ่อย ดังนั้นคุณแม่ควรรู้เอาไว้หาก ลูกไม่สบาย หนักขึ้น เพื่อที่เวลาไปถึงมือคุณหมอก็จะได้รักษาได้ทันถ่วนถี่นั่นเองค่ะ แม้แต่ผู้หญิงอย่างเรา ๆ เจออากาศเปลี่นแปลงแบบไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวยังไม่สบายกันได้ง่าย ๆ เลยจริงไหมค่ะ ฉะนั้นแล้วควรจะใส่ใจรายละเอียดเมื่อ ลูกไม่สบาย กันให้มากขึ้นไปอีก ยิ่งเป็นเด็กทารกที่พูดไม่ได้ด้วยแล้วยิ่งต้องเฝ้าระวังกันให้มากขึ้นและคุณ พ่อคุณแม่ก็ควรจะจดบันทึกเรื่องลูกน้อยไว้บ้างเพื่อให้คุณหมอได้วินิจฉัย อาการของลูกได้อย่างถูกต้องและแม่นยำมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ วันนี้ thai-mom จะมาบอกสาเหตุและการดูอาการลูกน้อยก่อนถึงมือคุณค่ะ

อาการลูกไม่สบาย

อาการลูกไม่สบาย

เมื่อ “ลูกไม่สบาย” ก่อนถึงมือคุณหมอ

สิ่งควรรู้ เมื่อ “ลูกไม่สบาย” นั่นคือ อาการไข้ การสังเกตว่าลูกมีไข้สูงต่ำขนาดไหนลักษณะไข้เป็นแบบไหน มีไข้สูงตลอดหรือไข้ขึ้นเป็นช่วง ๆ ระยะเวลาที่เป็น สิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลเบื้องต้น

อาการลูกไม่สบาย

อาการลูกไม่สบาย

สำคัญที่ช่วยใน การรักษาลูก ของคุณแม่ค่ะ ถ้าวัดไข้แล้วอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีไข้แล้วค่ะ ช่วงนี้อาจจะวัดไข้ซ้ำทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าไขสูงขึ้นเป็น 39-40 องศาเซลเซียส อาจจะรีบโทรปรึกษาหรือพาลูกไปหาคุณหมอประจำตัวของลูกค่ะ

การกินนม คุณแม่ต้องไม่ลืมสังเกตการกินนมว่าผิดปกติไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด หากลูกไม่กินนมติดต่อกันเกิน 2 มื้อก็น่าจะพาลูกไปหาหมอค่ะ แต่ถ้าลูกเริ่มกินอาหารเสริมแล้วก็ต้องบอกหมอด้วยว่ากินอะไรมากน้อยแค่ไหน
– อาเจียน หากลูกอาเจียนคุณแม่ต้องสังเกตจำนวนครั้ง ลักษณะของนมที่ลูกอาเจียนออกมา ถ้าลูกอาเจียนทุกมื้อหรืออาเจียนเป็นนมสีเขียวแสดงว่ามีน้ำดีออกมาด้วย ลำไส้ของลูกอาจจะมีปัญหาอุดตันเกิดขึ้น
– ระบบขับถ่าย จะเป็นปัสสาวะหรือเป็นอุจจาระก็ต้องหมั่นสังเกตทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นจำนวน ครั้ง สี ลักษณะที่ออกมา เช่น หากสีปัสสาวะเข้มร่วมกับมีไข้ก็อาจจะมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น
– ผื่น อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมสังเกตก็คือ เวลาที่ลูกไม่สบายนั้น ตามตัวลูกมีผื่นขึ้นที่ไหนบ้าง ลักษณะของผื่น วันเวลาเริ่มขึ้น เช่น เป็นผื่นหลังกินนม ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าลูกแพ้นมวัว
– อาการผิดปกติอื่น ๆ เป็นเรื่องที่ต้องเก็บข้อมูลและต้องช่างสังเกตค่ะ ไม่ว่าจะเป็นลูกดูซึมไปมากน้อยขนาดไหน นอนมากหรือไม่ยอมนอน หายใจดังขึ้น ดูเหนื่อยหรือเปล่า ร้องมากผิดปกติ ชักหรือไม่ กี่ครั้ง ที่ตัวมีส่วนไหนบวมหรือเปล่า ขี้ตาเป็นสีเขียวไหม สะดือมีเลือดซึมหรือเปล่า ฯลฯ เรื่องเหล่านี้ก็ต้องแจ้งหมอเช่นกันนะคะ
– ยาที่กิน ชนิดของยา ปริมาณที่กิน และจำนวนวันที่กินมาแล้ว ถ้ามีข้อมูลต้องแจ้งหมอด้วยค่ะ ถ้ามีข้อมูลเบื้องต้นครบถ้วนอย่างนี้คุณหมอคงช่วยรักษาให้เจ้าตัวเล็กของคุณหายป่วย กลับมาสดใสได้เร็วขึ้นแน่นอนค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ แม่และเด็ก กันยายน 2553

Possibly Related Posts: