วันกำหนดคลอด

วันกำหนดคลอด

คำถามดิฉันมีความจำเป็นมั้ยที่จะต้องวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับงานในการลาคลอด ทำอย่างไรจึงจะทราบวันกำหนดคลอดที่แน่นอนได้บ้างค่ะ

เราไม่สามารถกำหนดอนาคตได้เช่นไร การกำหนดวันคลอดก็เช่นกัน เป็นการยากลำบากที่จะกำหนดวันที่แน่นอนได้ จากสถิติพบว่ามีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้นที่มีการคลอดตรงตามวันที่กำหนด แต่อย่างไรก็ดีการคลอดโดยทั่วไปจะเกิดภายในระยะเวลา 38-42 สัปดาห์ของอายุครรภ์ คือวันกำหนดคลอดบวกลบ 2 สัปดาห์

วันกำหนดคลอดมีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า “วันคลอดที่คาดคะเนได้” ซึ่งได้มาจากการคำนวณนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายของรอบเดือนปกติ การคำนวณใช้รอบเดือน 28 วัน ของการมีประจำเดือนเป็นมาตรฐาน ดังนั้นผู้ที่มีรอบประจำเดือนช้าๆ หรือเร็วกว่า 28 วันก็จะมีกำหนดคลอดผันแปรไปตามรอบประจำเดือนของแต่ละบุคคล การคำนวณวันกำหนดคลอดจะใช้วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายบวก 7 วัน และนับต่อไป 9 เดือน หรือจะนับถอยหลัง 3 เดือน ก็ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น วันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้ายคือ วันที่ 11 เมษายน วันคลอดที่คาดคะเนได้จะเป็น 11 + 7 = 18 มกราคมในปีถัดไป ดังนี้เป็นต้น

สำหรับผู้ที่มีรอบประจำเดือนไม่แน่นอนจะไม่สามารถคำนวณวันกำหนดคลอดได้จากวิธีนี้ เนื่องจากไม่สามารถกำหนดวันที่มีการตกไข่หรือการปฏิสนธิได้ การคาดคะเนวันกำหนดคลอดจะต้องใช้การตรวจขนาดของมดลูกและปรากฏการณ์อื่นๆ ในการตั้งครรภ์ประกอบการคาดคะเนวันคลอด ในบางรายอาจจะมีการตรวจวัดการตกไข่ด้วยอุณหภูมิกายพื้นฐาน เช่น การฟังเสียงหัวใจ เด็กได้ยินเป็นครั้งแรกเมื่ออายุครรภ์ 1o-12 สัปดาห์ นับต่อไปจนครบ 4o สัปดาห์ก็จะเป็นกำหนดคลอดที่คาดคะเนได้ หรือการดิ้นของทารกในครรภ์ที่รู้สึกได้โดยที่ครรภ์แรกจะรู้สึกในอายุครรภ์ 2o-22 สัปดาห์ และครรภ์หลัง 16-18 สัปดาห์ เกณฑ์มาตรฐานเหล่านี้สามารถนำมาใช้คาดคะเนวันคลอดได้แม่นยำเท่าเทียมกับประวัติการมีประจำเดือน กล่าวคือ คลาดเคลื่อนได้ 2 สัปดาห์เช่นกัน

การคาดคะเนกำหนดคลอดอีกวิธีหนึ่ง คือการตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของขนาดมดลูกเป็นระยะๆ ความสูงของยอดระดับมดลูกที่คลำได้ทางหน้าท้องครรภ์ 12 -14 สัปดาห์ และจะสูงถึงระดับสะดือเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 22 สัปดาห์ ในบางรายแพทย์จะทำการตรวจดูขนาดของมดลูก และทารกในครรภ์ด้วยคลื่นเสียง(อัลตร้าซาวนด์) ซึ่งจะช่วยให้คาดคะเนกำหนดคลอดได้ใกล้เคียงมากขึ้น

การคาดคะเนกำหนดคลอดทุกวิธีไม่สามารถบอกวันที่ได้ตรงวันคลอดจริงๆ มีเพียงทารกในครรภ์เท่านั้นที่รู้วันเกิดของตัวเอง อาการเตือนก่อนคลอดและลักษณะการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูก จะเป็นอาการบอกการคลอดที่จะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์ หรือ 2 วัน รายละเอียดเรื่องนี้จะกล่าวถึงในบทต่อไปที่พูดถึงกระบวนการคลอด
เรื่องสำคัญที่คุณควรทราบ ฝากครรภ์กับใครดี?

เมื่อพูดถึงเรื่องฝากครรภ์มีบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 คน คือ พ่อ-แม่ สูติแพทย์ การปฏิสนธิเป็นเรื่องของคู่สมรสพ่อและแม่ แต่หลังจากนั้นผู้ที่ดูแลให้ทารกมีชีวิตรอดจนถึงครบกำหนดคลอด และเกิดมาเป็นเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์เป็นเรื่องราวหรือฝีมือของสูติแพทย์ผู้รับฝากท้อง รวมไปถึงผู้ที่จะทำคลอดให้ลูก

ย้อนอดีต
ในอดีตที่ผ่านมาการคลอดเกิดภายในบ้าน ญาติพี่น้อง และผู้ที่ได้รับการยกย่องเป็น “หมอตำแย” จะเป็นผู้ดูแลการคลอด การปฏิบัติตัวของหญิงตั้งครรภ์อยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้มีประสบการณ์ ผู้สูงอายุในบ้าน การแพทย์และการสาธารณสุขดีขึ้น การคลอดในบ้านเปลี่ยนเป็นการคลอดในโรงพยาบาล การคลอดโดยใช้ยาระงับปวด และใช้ยาเร่งคลอดตามกำหนดที่ต้องการ เป็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปเริ่มรู้จัก และนำมาใช้เป็นข้อกำหนดในการเลือกสถานที่คลอด และผู้ทำคลอด ข้อพิจารณาในการเลือกสถานที่และบุคคลเป็นไปตามข้อมูลบอกเล่าของเพื่อนและญาติ บางกรณีมารดาและคู่สมรสต้องเผชิญกับภาวะที่ไม่พึงประสงค์ โดยไม่สามารถต่อรองหรือออกความเห็นได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและนโยบาย

ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการคลอดเป็นเรื่องของคู่สมรสที่ต้องเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง การคลอดมีหลากหลายวิธีที่ผู้คลอดมีสิทธิที่จะเลือกเพื่อความพึงพอใจของตนและคู่สมรส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกสถานที่คลอดและผู้ดูแลการคลอดตามเป้าหมายที่ต้องการ นั่นคือคุณต้องรู้ความต้องการของตนเอง และความเป็นไปได้ตามหลักวิชาทางการแพทย์ที่จะเอื้ออำนวยและสถานที่ที่มีบริการดังกล่าว ซึ่งจะเป็นสถานที่ที่คุณเลือกฝากครรภ์และคลอด

คุณเป็นคนไข้ประเภทใด?
การที่จะเลือกแพทย์ผู้ดูแลได้ถูกใจคุณ คุณตอบตัวเองให้ได้ว่าคุณเป็นคนไข้ประเภทใด เช่น คุณเป็นคนไข้ที่มอบความไว้ใจและความศรัทธาทั้งหมดให้แพทย์ผู้ดูแล เพราะคุณเชื่อว่าเขาร่ำเรียนมาทางนี้ย่อมตัดสินใจแทนคุณได้ดี หรือคุณรู้สึกปลอดภัยในสถานที่มีเครื่องมือทันสมัยที่จะให้บริการคุณ หรือคุณคาดว่าแพทย์ที่ดูแลคุณจะต้องเป็นผู้ที่เก่งกล้าสามารถและเปรื่องปราดในวิชาการ หรือคุณชอบแพทย์หัวโบราณที่ยึดมั่นในอุดมการณ์และวิถีทางอนุรักษ์นิยม หรือตัวคุณเองเชื่อมั่นว่าร่างกายและสุขภาพของคุณเป็นสิทธิอันชอบธรรมของคุณในการดูแล เป็นกิจกรรมส่วนตัวที่คุณต้องรับผิดชอบในการกระทำให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ โดยแพทย์ผู้ดูแลจะมีส่วนเกี่ยวข้องน้อยที่สุด หรือคุณคิดว่าแพทย์ผู้ชำนาญการทั้งหลายมีหน้าที่ในการบอกเล่าข้อมูลทั้งหมดให้คุณได้เลือกตามความชอบใจ หรือคุณต้องการให้แพทย์เปิดโอกาสให้คุณมีส่วนร่วมในการวางแผนการดูแลตัวคุณเองในฐานะผู้ร่วมรับผิดชอบ

คุณต้องการแพทย์ที่มีทั้งความชำนาญและความรับผิดชอบร่วมกัน เช่น ให้คำแนะนำคุณเมื่อคุณสนใจที่จะคลอดโดยวิธีทางธรรมชาติและไม่ลังเลที่จะเสนอให้คุณผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้องในกรณีที่จำเป็น หรือแพทย์ผู้ปฏิเสธที่จะใช้เครื่องตรวจสอบหัวใจเด็กในขณะคลอด แต่เขาให้การดูแลที่เฝ้าระมัดระวังอย่างละเอียดถี่ถ้วนในชีวิตของแม่และทารกในครรภ์ โดยไม่คำนึงถึงความพอใจของผู้คลอด ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าแพทย์จะเป็นแบบใด สิ่งที่จำเป็นสำหรับคุณคือความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณและแพทย์ผู้ดูแล ความเข้าอกเข้าใจและสอดประสานกันเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณได้

และไม่ว่าคุณจะเป็นคนไข้ประเภทใด ถ้าคุณเชื่อว่าสามีเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วนในงานนี้เท่ากับคุณ คุณควรจะแจ้งความประสงค์นี้ให้แพทย์ผู้ดูแลคุณทราบ และสามีคุณควรจะได้รับการเชื้อเชิญให้พบปะกับแพทย์ผู้ดูแลตั้งแต่การนัดพบครั้งแรกของคุณ และทุกครั้งที่มีการตรวจ สามีควรจะได้รับรู้ข้อมูลทั้งหมดพร้อมๆกับคุณ และเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดตัดสินใจเลือก รวมทั้งการมีส่วนร่วมในการคลอดที่จะเกิดขึ้นด้วย

สูติแพทย์ พยาบาล ผดุงครรภ์ หรือแพทย์ประจำครอบครัว

บุคคล…ทั้ง 3 ประเภท คือ บุคคลที่ท่านต้องเลือกในการฝากครรภ์และให้เป็นผู้รับผิดชอบการตั้งครรภ์ของท่าน ท่านจะเลือกใคร อย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของท่านเป็นหลัก ในที่นี้จะกล่าวถึงบทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของบุคคลในแต่ละประเภทเพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาของท่าน ดังนี้

สูติแพทย์
ถ้าการตั้งครรภ์ของคุณมีภาวะเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติหรือโรคแทรกซ้อน คุณจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากสูติแพทย์ เพื่อการดูแลที่เหมาะสมปลอดภัย ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึงการคลอดและหลังคลอด และในบางกรณีคุณต้องการการดูแลจากสูติแพทย์ผู้ชำนาญการเฉพาะสาขา เพิ่มเติมจากสูติแพทย์ทั่วไป
แต่โดยทั่วไปหญิงตั้งครรภ์นิยมที่จะเลือกให้สูติแพทย์ดูแลการตั้งครรภ์และทำคลอด แม้ว่าจะไม่มีภาวะเสี่ยงแต่อย่างใด

แพทย์ประจำครอบครัว
เป็นแพทย์ผู้ดูแลสุขภาพของคุณมาตลอด และโดยทั่วไปการตั้งครรภ์และการคลอดปกติ มักจะมีวิถีทางโดยธรรมชาติที่ไม่ยุ่งยากนัก แพทย์ที่จบหลักสูตรแพทย์ปริญญาสามารถทำคลอดได้ ดังนั้น คุณสามารถเลือกให้แพทย์ประจำตัวคุณเป็นผู้ดูแลการตั้งครรภ์ ตลอดจนทำคลอดให้คุณได้เช่นกัน

พยาบาล-ผดุงครรภ์
ถ้าคุณต้องการการดูแลที่ใกล้ชิด และปราศจากช่องว่างระหว่างแพทย์และคนไข้ พยาบาลผดุงครรภ์คือผู้ที่เหมาะสมในการดูแลคุณในขณะตั้งครรภ์และคลอดเธอมีเวลามากพอที่จะพูดคุยกับคุณ ตอบคำถามที่คุณสงสัยได้ในเวลานานๆ ช่วยคุณได้มากในการคลอดตามธรรมชาติ แต่มีข้อจำกัดคือพยาบาล-ผดุงครรภ์จะสามารถดูแลคุณได้เฉพาะกรณีที่การตั้งครรภ์ปกติ หรืออยู่ในกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงเพียงเล็กน้อย และข้อดีของพยาบาลผดุงครรภ์คือ คุณจะมีความรู้สึกของการได้รับการยอมรับสูงกว่าที่ได้รับจากแพทย์ และมีความใกล้ชิดกับผู้ดูแลมากกว่า

ชนิดของบริการการฝากครรภ์และการคลอด

นอกจากบุคลากรผู้ดูแลการตั้งครรภ์และการคลอด คุณจะต้องพิจารณาถึงชนิดของการคลอด บริการที่คุณสามารถเลือกได้โดยพิจารณาจากข้อดีข้อเสียของแต่ละชนิดบริการดังนี้

บริการที่รับผิดชอบโดยแพทย์เพียงผู้เดียว
ลักษณะบริการเช่นนี้สูติแพทย์หรือแพทย์ประจำครอบครัวจะทำงานคนเดียว ไม่มีผู้ร่วมงาน ดุจดังศิลปินเดี่ยว จะมีผู้ทำงานแทนต่อเมื่อได้รับการมอบหมายเป็นกรณี ซึ่งเป็นระบบแพทย์เจ้าของไข้ที่พบเห็นโดยทั่วไป
ข้อดีของบริการชนิดนี้คือท่านจะได้พบแพทย์คนเดิมตลอดเวลาของการฝากครรภ์ ทำให้เกิดความคุ้นเคย และสะดวกใจในการดูแลระหว่างการคลอด
ข้อเสีย ถ้าเกิดแพทย์ผู้ดูแลติดธุระหรือไม่สามารถมาดูแลคุณได้ โดยเฉพาะในการคลอดคุณก็จะได้แพทย์ผู้อื่นที่ไม่คุ้นเคยมาทำคลอดให้ และข้อเสียอีกประการหนึ่งคือ ในบางรายพบว่ามีความไม่สอดคล้องกันในความคิดเห็นระหว่างแพทย์และคุณ ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลคนใหม่แทน ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาเพิ่มขึ้น

บริการโดยทีมการแพทย์
ลักษณะบริการเช่นนี้จะมีแพทย์ 2-3 คน ที่รวมกลุ่มกันทำงาน โดยที่ทุกคนจะมีคุณภาพที่เท่าเทียมกัน ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันให้บริการ การดูแลของแพทย์ทุกคนจะเป็นแนวทางเดียวกัน ระบบการดูแลนี้พบได้ในคลินิกแพทย์ที่เป็นคลินิกขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์หรือโรงเรียนแพทย์โดยที่ผู้คลอดจะเป็นผู้รับบริการของโรงพยาบาลและคลินิก แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นแพทย์ทั้งกลุ่มที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนให้บริการตามวันเวลาที่กำหนดไว้

ข้อดี ของการดูแลนี้คือ คุณมีโอกาสได้พบแพทย์ที่หลากหลายในการดูแลชนิดเดียวกัน โดยที่คุณไม่จำเป็นจะต้องทำความรู้จักคุ้นเคยกับใครโดยเฉพาะ ในเวลาคลอดคุณจะได้รับการดูแลตามขั้นตอนที่วางไว้โดยไม่จำเป็นต้องรอใครคนใดคนหนึ่ง
ข้อเสีย ของการดูแลระบบนี้คือถ้าคุณเกิดความไม่พึงพอใจแพทย์คนใดคนหนึ่ง คุณจะไม่มีโอกาสเลือกหรือเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความไม่มั่นใจในการดูแลที่ได้รับ และการได้รับข้อมูลหลายๆประการจากแพทย์หลายคนในทางหนึ่ง คือเป็นความคิดเห็นที่หลากหลายให้เลือก แต่ขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้เกิดความสับสนในการเลือกข้อมูล

บริการชนิดผสมผสาน

เป็นลักษณะบริการที่ผสมบริการของแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์ร่วมกันให้การดูแล โดยหลักการเดียวกับบริการจากทีมแพทย์เป็นกลุ่ม การดูแลเป็นบริการจากสูติแพทย์ ๑ คน ที่จะคอยช่วยเหลือในส่วนเพิ่มเติม โดยการเปิดโอกาสให้ซักถามข้อข้องใจและช่วยเหลือทำความกระจ่างแผนการดูแลทั้งหมด ตลอดจนการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาในการคลอด และมีสูติแพทย์ที่จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือกรณีที่เกิดปัญหาฉุกเฉิน

บริการของศูนย์อนามัยแม่และเด็ก

ศูนย์อนามัยแม่และเด็กเป็นสถานที่ให้บริการการดูแลมารดาตั้งครรภ์และคลอด โดยทีมพยาบาลผดุงครรภ์ มีสูติแพทย์เป็นที่ปรึกษาและอำนวยการ ระบบการทำงานทั้งหมดจะดำเนินโดยพยาบาลผดุงครรภ์ สูติแพทย์จะให้คำปรึกษาและอยู่เวรรอเรียกตัวในกรณีต้องการความช่วยเหลือ ศูนย์อนามัยส่วนมากจะดำเนินงานเป็นเอกเทศของตนเอง โดยมีโรงพยาบาลเป็นเครือข่ายที่จะรับส่งต่อผู้ป่วยในกรณีจำเป็น

ศูนย์อนามัยเหล่านี้จะมีขอบเขตการดูแลเฉพาะการตั้งครรภ์ปกติและการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงเล็กน้อย ระบบการดูแลของศูนย์อนามัยจะเป็นเช่นเดียวกับระบบแพทย์เจ้าของไข้ คือพยาบาลผดุงครรภ์จะดูแลติดตามคุณตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์จนถึงการคลอด

มีข้อเสียหรือข้อด้อย อยู่ประการหนึ่งคือ ถ้าคุณมีปัญหาแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เกิดขึ้น คุณจะถูกเปลี่ยนไปอยู่ในความดูแลของสูติแพทย์ ที่ทำให้คุณต้องเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพใหม่กับแพทย์ผู้ดูแล หรือระหว่างการคลอดคุณอาจจะต้องคลอดในมือสูติแพทย์ที่ถูกเชิญมาโดยที่คุณมิได้คาดการณ์มาก่อน

เลือกแหล่งให้บริการอย่างไร

เมื่อคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของบริการและคุณสมบัติต่างๆของผู้ให้บริการ คุณจะเลือกรับบริการที่คุณต้องการได้จากไหน แหล่งข้อมูลที่คุณจะได้ข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่

1. แพทย์ทางนรีเวชประจำตัวของคุณ ถ้าคุณถูกใจแพทย์ผู้นี้และแนวทางที่เขาปฏิบัติวิชาชีพ โดยทั่วไปแพทย์จะแนะนำเพื่อนแพทย์ที่มีลักษณะหรือแนวทางปฏิบัติวิชาชีพที่เหมือนๆกัน
2. ญาติ เพื่อน ที่มีความชอบในสิ่งที่คล้ายคลึงกับคุณ และเขาเพิ่งผ่านการมีบุตรมาไม่นานนัก
3. พยาบาลที่ทำงานในแผนกสูติ-นรีเวช ถ้าคุณรู้จักเธอเป็นการส่วนตัวได้ยิ่งดี
4. ทำเนียบรายชื่อสูติแพทย์ประจำโรงพยาบาล หรือคลินิก
5. ทำเนียบชื่อแพทย์ของสมาคมสูติแพทย์ หรือแพทยสภา ซึ่งคุณจะได้ข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรม สถานที่ทำงาน ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญพิเศษ
6. สมุดโทรศัพท์หน้าเหลืองในรายชื่อคลินิกแพทย์

การคลอดที่คุณเลือกได้

ในอดีตกาลสตรีจะเป็นผู้ควบคุมและรับผิดชอบการคลอดของเธอแต่เพียงผู้เดียว สมัยต่อมาการคลอดเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของสูติแพทย์โดยผู้คลอดไม่มีสิทธิ์ร่วมรับรู้การตัดสินใจนั้นๆ

ปัจจุบันสังคมและการดูแลทางการแพทย์ยอมรับว่า การคลอดเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์เพียงบางส่วนเท่านั้น ผู้คลอดและคู่สมรสจึงเป็นผู้ที่จะกำหนดเลือกการคลอดด้วยตนเอง นับตั้งแต่ความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิดแพร่หลาย คู่สมรสก็สามารถกำหนดเลือกเวลาที่จะมีบุตรได้ตามปรารถนา ขั้นต่อมาคู่สมรสก็จะเลือกแหล่งรับบริการที่จะฝากครรภ์และคลอดตามข้อมูลหรือชนิดของการบริการที่ต้องการ นัยของการเลือกแหล่งรับบริการก็คือ การเลือกกระบวนการดูแลที่ผู้รับบริการคาดว่าจะได้รับในขณะที่ใช้บริการนั้นๆโดยเฉพาะการคลอดและการดูแลหลังคลอด เมื่อคุณเลือกสถานที่ฝากครรภ์ คุณจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าคุณกำลังเลือกการดูแลการคลอดของคุณด้วย ระบบการดูแลการคลอดที่คุณควรจะเรียนรู้เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกสถานที่ฝากครรภ์ มีดังนี้

การดูแลที่เน้นระบบครอบครัว

เป็นการดูแลที่โรงพยาบาลหลายแห่งมุ่งมั่นที่จะใช้เป็นแนวทางในการให้บริการ แต่เป็นสิ่งที่จัดทำได้ยากเนื่องจากต้องระบุให้ชัดเจนในนโยบายของโรงพยาบาล และจัดให้มีชั้นเรียนของผู้ตั้งครรภ์เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการคลอด รวมทั้งการบริหารงานในห้องคลอดที่เอื้ออำนวยให้กระบวนการคลอดเป็นไปอย่างธรรมชาติ ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีให้น้อยที่สุดโดยให้มีได้เท่าที่จำเป็น

การดูแลในขณะคลอดจะเน้นการดูแลที่ควบคุมภาวะจิตใจด้วยการฝึกการควบคุมตนเอง และใช้พลังจิตของตนเองในการควบคุมความเจ็บปวด โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาใดๆช่วยในการคลอด

การดูแลในระยะหลังคลอดจะให้โอกาสแม่ได้ใช้เวลาส่วนตัวกับลูกกระตุ้นให้นมมารดาแก่บุตร เปิดให้ครอบครัวเช่นคู่สมรสและบุตรคนโตได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอิสระ ปราศจากการรบกวนจากเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่พยาบาลและบุคคลอื่นๆจะอยู่ใกล้ๆเพื่ออำนวยความสะดวกและให้การดูแลได้ทันท่วงที

ห้องคลอด

การคลอดจะมีสถานที่ที่จัดไว้โดยเฉพาะที่เรียกขานกันว่า “ห้องคลอด” หลังจากการคลอดมารดาจะถูกย้ายมารับการดูแลในตึกหลังคลอด และเด็กทารกแรกเกิดก็จะถูกแยกไปเก็บตัวดูแลในห้องกระจกที่มิดชิด

การตัดสินใจเลือก

หลังจากที่คุณได้ข้อมูลที่เพียงพอเกี่ยวกับชนิดของการคลอด และสูติแพทย์ที่คุณพอใจ คุณควรนัดพบแพทย์ผู้นั้นเพื่อทำความคุ้นเคยและบอกความต้องการทั้งหมดที่คุณคาดหวัง ในบางกรณีคุณอาจจะพบว่าสูติแพทย์ของคุณและตัวคุณเองมีมุมมองหรือให้ความสำคัญในเรื่องต่างๆไม่ตรงกัน เช่น บางครั้งคุณมีความคิดเห็นว่าเรื่องของอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ แต่สูติแพทย์อาจจะมองเป็นเรื่องเล็กน้อยดังนี้เป็นต้น

การปรับความคิดเห็นเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรเปิดเผยความต้องการของคุณด้วยการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นร่วมกันกับสูติแพทย์ของคุณในทุกครั้งที่พบกัน ขอเวลาแพทย์ซักถามข้อข้องใจหรือขอความคิดเห็นเช่น การคลอดแบบธรรมชาติกับการคลอดที่ใช้ยาระงับปวด หรือการให้นมบุตรด้วยนมแม่ การเร่งคลอด การใช้เครื่องมือตรวจสอบสุขภาพทารกในขณะคลอด ฯลฯ การพูดคุยและขอความคิดเห็นจะช่วยให้คุณและสูติแพทย์ได้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีโอกาสวางแผนการดูแลร่วมกัน และมีส่วนรับผิดชอบร่วมกันในการคลอดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อจะได้ไม่เกิดกรณีผิดหวังในบั้นปลาย

บางครั้งคุณอาจจะต้องซักถามเกี่ยวกับสถานที่คลอด โรงพยาบาลที่คุณเลือกโดยเฉพาะห้องคลอดและการดูแลทารกแรกเกิด ว่ามีลักษณะที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณหรือไม่เพียงใด ทั้งหมดทั้งปวงเป็นสิ่งจำเป็นและควรพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจเลือกสูติแพทย์ประจำตัวคุณ เพราะสูติแพทย์ที่คุณเลือกจะเป็นทั้งพี่เลี้ยงประจำตัวคุณในการช่วยให้คุณเดินทางอย่างปลอดภัย ถ้าจะคิดว่าการตั้งครรภ์เป็นการผจญภัยอันยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งของชีวิต

สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับสูติแพทย์

การเลือกสูติแพทย์เป็นเพียงขั้นตอนของการทำงานร่วมกันระหว่างคุณและสูติแพทย์ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่คุณคาดหมายและด้วยความราบรื่น คุณควรปฏิบัติดังนี้

1. จดบันทึกช่วยจำทุกครั้งที่คุณมีข้อสงสัยที่ต้องการคำตอบ เก็บรวบรวมข้อสงสัยเหล่านี้ไว้เพื่อสนทนากับแพทย์ในการพบกันแต่ละครั้ง คุณจะได้ไม่ลืมรายงานอาการผิดปกติให้แพทย์ทาบ และเป็นการประหยัดเวลาสนทนาแต่ละครั้ง
2. ระหว่างการสนทนาหรือซักถามข้อสงสัย ควรมีสมุดบันทึกจดข้อแนะนำของแพทย์ วจสอบข้อความที่สำคัญกับแพทย์ เพื่อคุณจะได้ความกระจ่างในข้อแนะนำนั้นๆ สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ อาการอันไม่พึงประสงค์ในการรักษา การใช้ยาและเวลาที่ควรหยุดยา
3. อย่าลังเลที่จะซักถามข้อสงสัยกับแพทย์ แม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นคำถามเชยๆ ไม่มีใครที่จะเป็นผู้รอบรู้ในทุกเรื่อง สูติแพทย์ส่วนมากจะเข้าใจและคุ้นเคยชินกับสิ่งเหล่านี้ อย่าละเลยรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆในการเล่าถึงอาการที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ เช่น อาการปวดท้อง ควรระบุอาการที่เป็น เวลาที่เริ่มเป็นและหาย ทำอย่างไรจึงหายหรือดีขึ้น ลักษณะอาการปวด(ปวดตื้อๆ ปวดบิด หรือปวดแปลบๆ) หรือการมีตกขาวจะต้องเล่าถึงสี กลิ่น อาการร่วมด้วย เป็นต้น
4. ในกรณีที่คุณได้ข่าวสารใหม่ๆทางการแพทย์ ควรปรึกษาและขอความคิดเห็นของแพทย์ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกปฏิบัติหรือใช้วิถีทางนั้นๆ เพราะบางครั้งเป็นเพียงแนววิจัยใหม่ๆทางการแพทย์ที่ยังไม่ปลอดภัยในการนำมาใช้ หรือบางกรณีเป็นเรื่องการประชาสัมพันธ์เพื่อชวนเชื่อมากกว่าจะคำนึงถึงผลประโยชน์อันแท้จริงที่คุณควรได้รับ การเลือกใช้หรือตัดสินใจเชื่อควรจะได้ศึกษาอย่างละเอียดและขอความคิดเห็นจากบุคคลหลายๆกลุ่ม
5. ในกรณีที่คุณได้ข้อมูลหรือเรื่องราวบางอย่างที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่สูติแพทย์ประจำตัวคุณแนะนำ ควรตรวจสอบข้อมูลกับคนอื่นอีกคนหนึ่ง เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม
6. ถ้าคุณสงสัยว่าแพทย์กำลังทำอะไรผิดพลาด อย่านิ่งเฉย ควรซักถามเพื่อตรวจสอบ ในบางครั้งแพทย์อาจจะลืมอ่านรายละเอียดในแฟ้มประวัติ คุณควรจะมีส่วนร่วมรักษาตัวคุณเองด้วยการอภิปรายปัญหา และเสนอความคิดเห็นโต้แย้งในลักษณะนุ่มนวล ทักท้วงในลักษณะที่จริงใจ สิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์แก่ตัวคุณเอง และเป็นการแสดงความสนใจและการมีส่วนร่วมรับผิดชอบตัวเองที่แพทย์ทุกคนพอใจ
7. การที่คุณเงียบเฉย และปล่อยให้เกิดข้อสงสัยในใจ โดยมิได้ซักถามหรือหาข้อมูลที่ถูกต้อง จะก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างคุณและสูติแพทย์ผู้ดูแล ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อสัมพันธภาพระหว่างคุณกับแพทย์
8. ถ้าคุณไม่สามารถทำความเข้าใจกับสูติแพทย์ผู้ดูแลได้ จนเกิดสัมพันธภาพที่ไม่ดีต่อกัน อย่าลังเลที่จะเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลคุณใหม่ เพราะสูติแพทย์ผู้นั้นอาจจะกำลังอึดอัดในการดูแลคุณเช่นกัน และการเปลี่ยนแพทย์ผู้ดูแลคนใหม่คุณก็ไม่ควรจะคาดหวังว่าอะไรๆจะดีขึ้นกว่าเดิม เพราะคุณกำลังใฝ่หาสูติแพทย์ที่ทำตามคำสั่ง (ความต้องการ) ของคุณ ซึ่งเป็นไปได้ยากในการปฏิบัติวิชาชีพแพทย์ที่จะให้คนไข้เป็นฝ่ายตัดสินใจในกระบวนการรักษาทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ปกป้องตัวคุณเองจากการปฏิบัติผิดพลาดของแพทย์

แพทย์และผู้ป่วยมีความรับผิดชอบร่วมกันในการรักษา การตัดสินใจเลือกปฏิบัติ โอกาสที่แพทย์จะตัดสินใจผิดพลาดหรือกระทำการที่เป็นอันตรายจะลดน้อยลง ถ้าทั้งสองฝ่ายมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เข้าใจกัน และปราศจากความระแวงแคลงใจ ในบางกรณีการเลือกไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติบางอย่าง จะส่งผลกระทบถึงสุขภาพทารกในครรภ์ โดยที่คุณไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นการป้องกันหรือให้ความสนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่คุณอาจละเลยจะช่วยลดปัญหาเหล่านี้ได้ เพียงแต่คุณปฏิบัติดังนี้

1. บอกเล่าเรื่องราวของตัวคุณทั้งหมดให้สูติแพทย์ทราบข้อเท็จจริง แม้ว่าบางเรื่องจะเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือศีลธรรม เช่น การทำแท้ง การใช้สารเสพติด และข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วยและการรักษาที่คุณได้รับ
2. ก่อนที่จะปฏิเสธการตรวจพิเศษอื่นๆที่สูติแพทย์เสนอแนะควรหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือสอบถามความคิดเห็นของบุคลากรทางการแพทย์
3. ในการทดสอบหรือการตรวจต่างๆ พยายามปฏิบัติตามคำแนะนำที่เจ้าหน้าที่บอกโดยเคร่งครัดเพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทารก
4. การพบแพทย์ตามนัดและปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆอย่างสม่ำเสมอ เช่น การควบคุมน้ำหนักตัว การพักผ่อน หรือการกินวิตามินจะช่วยให้การดูแลสุขภาพคุณและทารกในครรภ์ ดำเนินไปตามแผนการที่วางไว้ด้วยดี
5. ไม่ใช้ยารักษาโรคด้วยตนเอง หรือจากผู้อื่นที่มิใช่สูติแพทย์
6. รายงานแพทย์ผู้ดูแลคุณทันทีที่อาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นระหว่างการรักษา แม้ว่าอาการที่เกิดขึ้นจะเป็นเพียงอาการเล็กน้อย และอย่าลังเลที่จะโต้แย้งหรือซักถามในกรณีที่คุณสงสัยว่าจะได้การรักษาที่ไม่ถูกต้อง
7. ดูแลสุขภาพตัวคุณเอง โดยการปฏิบัติตามคู่มือและคำแนะนำต่างๆที่ได้รับ และพึงระลึกอยู่เสมอว่าคุณกำลังตั้งครรภ์ เพื่อที่คุณจะได้หลีกเลี่ยงการปฏิบัติอันเป็นข้อห้ามของหญิงตั้งครรภ์ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ เหล้า เป็นต้น

Possibly Related Posts: