อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้องดูจะเป็นเรื่องปกติของหญิงตั้งครรภ์ทุกคน แต่ในความเป็นจริงหญิงตั้งครรภ์เพียง 1 ใน 3 ถึง 1 ใน 2เท่านั้นที่จะมีอาการแพ้ท้อง และบางคนก็จะมีเพียงอาการคลื่นไส้เล็กๆน้อยๆ ในขณะที่บางคนจะมีอาการอาเจียนอย่างมาก ดังนั้นถ้าคุณมีอาการแพ้ท้องมากจงทำใจให้สบาย และคิดว่าคุณโชคดีที่มีประสบการณ์การตั้งครรภ์ที่ครบถ้วน ในขณะที่ใครบางคนไม่เคยรู้จักอาการแพ้ท้องเลย
อาการแพ้ท้องไม่จำเป็นต้องเกิดเฉพาะเมื่อตื่นนอนตอนเช้าเท่านั้น และโดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะเกิดในระยะ 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ในขณะที่ทารกในครรภ์ยังคงเป็นตัวอ่อน ไม่ได้พึ่งพาอาหารจากแม่เท่าไรนักนอกจากใช้อาหารที่สะสมอยู่ในตัวเอง ทารกจะเริ่มใช้พลังอาหารจากแม่ผ่านทางรกในปลายเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ดังนั้นปัญหาการแพ้ท้องโดยปกติจะไม่รบกวนต่อสุขภาพของทารกในครรภ์แต่อย่างใด
ในทางการแพทย์ถือว่าการแพ้ท้องเป็นอาการปกติของการตั้งครรภ์และมักจะมีอาการ มากในการตั้งครรภ์ครั้งแรก สาเหตุของการเกิดอาการนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ของการตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวทั้งทางกายภาพ จิตใจและสังคมของหญิงตั้งครรภ์เอง การดูแลที่จำเป็นสำหรับหญิงตั้งครรภ์ในภาวะอาการแพ้ท้องนี้จะต้องวิเคราะห์ ปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดอาการ ซึ่งมักจะเป็นปัญหาทางด้านอารมณ์ เช่น ความวิตกกังวล ความกลัว ความเข้าใจผิดๆ เหล่านี้เป็นต้น การดูแลส่วนมากจึงมุ่งไปที่การจัดการกับอารมณ์อันปรวนแปรในขณะตั้งครรภ์ และการช่วยให้อาการแพ้ท้องที่เกิดขึ้นลดความรุนแรงด้วยการใช้เทคนิคต่างๆ ดังนี้

• กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง การกินโปรตีนที่เป็นเนื้อสัตว์ต้องใช้เวลาในการย่อยนาน ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้มากขึ้น ดังนั้นอาหารที่ใช้ในระยะแพ้ท้องควรเป็นอาหารอ่อน ย่อยง่าย เช่น น้ำซุป นม หรือน้ำหวาน เครื่องดื่มชนิดต่าง ๆ และควรกินครั้งละน้อยๆแต่พออิ่ม ไม่ควรบังคับว่าจะต้องกินปริมาณเท่านั้นเท่านี้
• ดื่มน้ำให้มากขึ้น ร่างกายในระยะนี้จะสูญลเสียน้ำจากการอาเจียนมากกว่าปกติ การดื่มน้ำสะอาดหรือกินอาหารที่มีน้ำเป็นสิ่งที่ควรเลือกตามความต้องการของ คุณเอง เพราะบางคนไม่สามารถกินอาหารเหลวได้ก็เลือกกินอาหารแห้งๆและดื่มน้ำให้มาก ขึ้น
• กินยาวิตามินบำรุงชดเชยสารอาหารที่คุณไม่สามารถกินได้ในขณะแพ้ท้อง ยาบำรุงชนิดมีกลิ่นกระตุ้นอาการคลื่นไส้ หรือบางชนิดรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะสารประกอบธาตุเหล็กบางชนิด ดังนั้นคุณอาจจะเลี่ยงการกระตุ้นเหล่านี้ โดยการกินยาในมื้อก่อนนอนแทนหลังอาหารเช้าที่แพทย์สั่งได้ นอกจากนี้ยาบำรุงที่มีวิตามินบีรวมจะช่วยให้อาการคลื่นไส้อาเจียนลดลงได้ เพราะวิตามินบีมีคุณสมบัติในการช่วยย่อยและดุดซึมที่ดี
• หลีกเลี่ยงกลิ่น รส และอาหารที่คุณไม่ชอบ แม้แต่การปรุงอาหารที่มีกลิ่นฉุน
• กินให้บ่อยมื้อ อย่าปล่อยให้ท้องว่างนานเกินไปจนหิว การปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานๆกระเพาะจะหลั่งน้ำย่อยซึ่งเป็นกรดออกมา กระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้ คุณควรแบ่งมื้ออาหารเป็น 6 มื้อย่อยแทน 3 มื้อหลัก อาหารว่างที่ดีในระหว่างอาการแพ้ท้องคือ ขนมปังกรอบและผลไม้
• กินอาหารก่อนที่จะปล่อยให้เกิดอาการอาเจียน เช่น ในเวลาตื่นนอนตอนเช้าก่อนลุกจากที่นอน คุรควรดื่มน้ำเล็กน้อย กินขนมปังปิ้ง 1 แผ่น เลือกกินและสังเกตุอาการของคุณ ปรับให้เข้ากับอาการที่แต่ละคนเป็น
• กินอาหารบนเตียง คุณคงต้องขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดที่จะช่วยให้คุณได้กินอาหารบางมื้อบน เตียงนอน เช่น มื้อเช้าก่อนลุกจากที่นอน หรือมื้อดึกในขณะที่คุณกำลังจะเข้านอนหรือรู้สึกหิวกลางดึก
• พยายามพักผ่อนให้เพิ่มขึ้น และผ่อนคลายความเคลียด ความเหนื่อยล้าทางกายและอารมณ์ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้

อาการแพ้ท้อง

อาการแพ้ท้อง

• ไม่ควรใช้เวลาตื่นนอนตอนเช้าอย่างรีบเร่ง
• ดูแลความสะอาดปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ
• พยายามลดความวิตกกังวล และผ่อนคลายความเครียดของตนเอง

ปัสสาวะบ่อยครั้ง

อาการปัสสาวะบ่อยครั้งขึ้น เป็นสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะพบได้ในระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์และ 2 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ซึ่งสาเหตุของอาการนี้ คือ
ประการแรก การเพิ่มปริมาณน้ำไหลเวียนในร่างกายขณะตั้งครรภ์เพื่อช่วยในการไหลเวียนของเลือดและขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
ประการที่ 2 คือ ความจุของกระเพาะปัสสาวะที่ลดลง เนื่องจากการกดทับของมดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งการกดทับนี้จะเกิดขึ้นในระยะไตรมาสแรกที่มดลุกยังอยู่ในอุ้งเชิงกราน เมื่อขนาดมดลูกโตขึ้น มดลูกจะถูกดันให้ลอยพ้นอุ้งเชิงกรานมาสู่ช่องท้อง อาการเบียดบังพื้นที่ปัสสาวะก้จะหมดไป และจะกลับมาเกิดอีกครั้งเมื่อใกล้คลอดในระยะ 2 เดือนสุดท้ายที่ทารกในครรภ์เคลื่อนส่วนนำเข้าสู่อุ้งเชิงกราน
ดังนั้นอาการปัสสาวะบ่อยจึงเป็นอาการสำคัญที่พบได้ในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย ไม่นับว่าเป็นสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

การเปลี่ยนแปลงของเต้านม

การขยายใหญ่ของเต้านมเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งของหญิงตั้ง ครรภ์ เต้านมจะตึงคล้ายๆกับอาการก่อนมีประจำเดือน ทั้งนี้เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมนเพศหญิง อาการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มมากขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะต้องทำหน้าที่สะสมอาหารไว้เลี้ยงทารก แต่ถ้าการเปลี่ยนแปลงของเต้านมในหญิงบางคนมีเพียงเล็กน้อยเนื่องจากขนาดของ เดิมไม่ใหญ่มาก ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีอาหารให้ คุณยังคงให้ลูกดูดนมแม่ได้เช่นเดียวกับผู้อื่น ขนาดของเต้านมไม่เป็นอุปสรรคต่อการให้ลูกได้กินนมแม่อย่างแน่นอน
การเปลี่ยนแปลงที่พบได้พร้อมกับการเพิ่มขนาดของเต้านมคือ การเปลี่ยนของสีผิวหัวนมและลานนม ซึ่งจะมีขนาดขยายใหญ่และสีผิวเข้มขึ้น
ผู้หญิงบางคนโดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าอกเล้กมักจะพอใจที่เห็นเต้านมขยายใหญ่ใน ขณะตั้งครรภ์ ซึ่งส่วนมากจะผิดหวังเพราะขนาดเต้านมที่เล็กมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก และในการตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 และครั้งต่อมาก็เช่นกันเต้านมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมนของเนื้อเยื่อเต้านมจะลดลง และเต้านมมักจะไปยืดขยายในระยะหลังคลอดเมื่อมีการสร้างน้ำนมแล้ว

การกินวิตามิน

การกินวิตามินเสริมจะมีประโยชน์ในบางกรณี เช่น กรณีที่คุณมีอาการแพ้ท้องกินอาหารไม่ได้มากเท่าที่ควร การกินวิตามินจะช่วยลดการขาดสารอาหารที่จำเป็น และช่วยให้คุณกินอาหารได้ดีขึ้น
ในหญิงตั้งครรภ์บางคนการกินวิตามินในรูปยาบำรุงเป็นปัจจัยหนึ่งที่กระตุ้น ให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนมากขึ้น ถ้ามีอาการเกิดขึ้นการปรับเปลี่ยนมื้อยาหรือลดขนาดของยาจะช่วยทำให้อาการดี ขึ้นได้ การปรับเปลี่ยนยาและขนาดอาจจะทำเองได้หรือขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแล
ยาวิตามินที่หญิงตั้งครรภ์ควรกินเป็นยาบำรุงที่ให้เพื่อเพิ่มสารอาหารและแร่ ธาตุที่จำเป็น แพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาเลือกให้ตามความเหมาะสม ไม่ควรซื้อกินเอง

สุขภาพของทารกในครรภ์

ในการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกนี้ นอกจากมีการขยายใหญ่ของมดลูกและหน้าท้องแล้ว คุณจะไม่สามารถรู้สึกอะไรอื่นอีก ถ้าเด็กในครรภ์ไม่สามารถดำรงชีวิตรอดได้ ทารกหรือตัวอ่อนที่ไม่มีชีวิตนั้นถูกขับออกจากมดลูกเองโดยธรรมชาติและเมื่อ เกิดภาวะเช่นนี้อาการแสดงต่างๆเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะค่อยๆลดลงและหายไป เช่น เต้านมจะหยุดคัดตึงและเล็กลง อาจจะมีเลือดเก่าๆสีน้ำตาลจางๆออกทางช่องคลอด และถ้ามีการตรวจภายในจะพบว่ามดลุกมีขนาดเล็กลง ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่เหมาะสม

Possibly Related Posts: