ความเปลี่ยนแปลงของอายุครรภ์ 1 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงของอายุครรภ์ 1 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงของอายุครรภ์ 1 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงที่คุณจะรู้สึกได้

ในเดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณอาจจะมีอาการต่อไปนี้ทั้งหมดหรือเพียงบางอาการ
ทางร่างกาย

• ประจำเดือนมาไม่ตามกำหนด (ในบางคนจะมีเลือดออกเพียงเล็กน้อย ในเวลาที่ตรงกับรอบการมีประจำเดือนซึ่งเป็นเลือดที่ออกจากโพรงมดลูกในการฝัง ตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว)
• เหนื่อยล้าและหลับง่าย
• ปัสสาวะบ่อย
• คลื่นไส้ อาจจะมีอาเจียนร่วมด้วย หรือมีภาวะน้ำลายสอในปากตลอดเวลา
• อาหารไม่ย่อย แน่นอึดอัดท้อง ท้องอืด เสียดแน่นยอดอก
• เหม็นกลิ่นอาหาร เบื่ออาหาร
• เต้านมตึงคัด เจ็บหัวนม สีผิวลานนมเข้มขึ้น เต้านมขยายใหญ่ และมองเห็นหลอดเลือดที่ผิวหนัง
ทางอารมณ์
• อารมณ์แปรปรวนง่าย คล้ายๆกับภาวการณ์มีประจำเดือน เช่น หงุดหงิดง่าย ไวต่อการกระทบ ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
• มีอารมณ์สับสนปะปนกันระหว่างความกลัว ความตื่นเต้น และความสุข

สิ่งที่คุณควรใส่ใจ

ความเหนื่อยล้า
“ดิฉันรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรงตลอดเวลา ดิฉันจะเป็นแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ แล้วจะทำงานได้ไหมคะ”
หญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะประสบกับปัญหาไม่มีแรง อ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายของคุณต้องทำงานเพิ่มขึ้น แม้ว่าในขณะที่คุณพักผ่อนอยู่นิ่งๆ ร่างกายของคุณก็จะมีการทำงานมากกว่าปกติหลายเท่า เพื่อการก่อกำเนิดชีวิตอีกชีวิตหนึ่งในครรภ์ของคุณ ในระยะต้นนี้เป็นการสร้างเนื้อเยื่อของทารกในตัวรก ซึ่งจะสิ้นสุดกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อนี้ในเดือนที่ 3 เมื่อการสร้างรกสมบูรณ์ ร่างกายของคุณก็จะกลับมีเรี่ยวแรง ความเหนื่อยล้าก็จะค่อยๆหายไป ดังนั้นในระยะไตรมาสแรกคุณควรพักผ่อนให้มาก เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกาย ในกรณีที่เป็นการตั้งครรภ์ปกติ คุณสามารถทำงานอาชีพของคุณได้ตามเดิม นอกจากลักษณะงานบางอย่างที่ต้องใช้แรงงานมาก หรือมีลักษณะงานที่เคร่งเครียดตลอดเวลา คุณอาจจะต้องลดการทำงานและใช้เวลาพักผ่อนมากขึ้น หญิงตั้งครรภ์ส่วนมากจะพอใจและมีความสุขในการทำตัวให้ยุ่งกับงานอยู่ตลอด เวลา
ให้ความสนใจตัวเอง
ถ้าคุณตั้งครรภ์ครั้งแรกจงสร้างความรู้สึกที่ดีต่อตัวเอง และให้ความสนใจแก่ตัวเองได้เต็มที่ แต่ถ้าคุณมีลูกหลายคนจงแบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง ไม่ควรละเลยในการดูแลตัวเอง แบ่งเวลาพักผ่อน ดูแลบ้านและลูกๆให้เท่าเทียมกัน ใช้เวลาพักผ่อนร่วมกับลูกคนโตโดยการเล่นเกมเบาๆในบ้าน อ่านหนังสือและพูดคุยร่วมกัน
ในกรณีที่ลูกคนโตมีอายุมากพอ อาจจะขอให้ลูกช่วยเหลือภาระงานบางอย่างในบ้าน และบอกให้ลูกเข้าใจภาวะการตั้งครรภ์และความเหนื่อยล้าของคุณ พยายามใช้เวลาว่างตอนกลางวันพักผ่อนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แม้ว่าคุณจะไม่สามารถนอนหลับได้ ควรจะพักการทำงานด้วยการนอนเล่นหรืออ่านหนังสือที่ชอบ ถ้าคุณประกอบอาชีพนอกบ้าน การได้พักงีบหลับหลังอาหารกลางวันครึ่งชั่วโมงก็จะให้ประโยชน์มากมาย หรืออย่างน้อยที่สุดควรหาที่เอนหลัง ยกเท้าให้สูงในท่าพักเท้า ทำใจให้ผ่อนคลายหลังอาหารกลางวันทุกวัน การพักผ่อนหลังอาหารกลางวันเป็นสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ควรจัดหาเวลาให้ตัวเอง ปล่อยงานประจำไว้ก่อน เช่น การทำความสะอาดบ้านหรือถ้วยชามในครัว
ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง
ในขณะที่ตั้งครรภ์ควรจะให้ผู้อื่นแบ่งเบาภาระงานในบ้านบ้าง หรือการหาผู้ช่วยงานบ้านและดูแลเด็กๆ ในกรณีที่ไม่มีใครอื่นควรปรึกษาสามีของคุณในการแบ่งเบาภาระงานบางอย่างจาก คุณ เช่น การจ่ายตลาด ซักเสื้อผ้า เป็นต้น
พักผ่อนนอนหลับให้มากขึ้น
จัดแบ่งเวลานอนกลางคืนให้มากขึ้น โดยการเข้านอนเร็วขึ้น 1-2 ชั่วโมง จัดเตรียมอาหารเช้าไว้ล่วงหน้า เพื่อคุณจะได้ตื่นนอนสายขึ้นอีกครึ่งถึง 1 ชั่วโมง ดังนี้เป็นต้น

ดูแลเรื่องอาหารที่กินในแต่ละมื้อ

ความเปลี่ยนแปลงของอายุครรภ์ 1 เดือน

ความเปลี่ยนแปลงของอายุครรภ์ 1 เดือน

 

อาการเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ในระยะไตรมาสแรกอาจจะมีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็ก โปรตีน หรือการได้รับพลังงานอาหารไม่เพียงพอ ลองตรวจสอบชนิดอาหารที่คุณกินแต่ละมื้อว่าคุณได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนหรือ ไม่เพียงใด และคุณลือหรือละเลยอาหารที่จำเป็นสิ่งใดไป ไม่ควรกระตุ้นความสดชื่นหรือความกระปรี้กระเปร่าของร่างการด้วยกาแฟ หรือขนมหวาน การกระทำเช่นนี้จะส่งผลร้ายต่อร่างกายในระนะยาวคือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด ผิดปกติ
ตรวจสอบสิ่งแวดล้อมลอบตัว
อาการอ่อนเพลียของหญิงตั้งครรภ์อาจจะเกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง อากาศไม่เพียงพอ เสียงดังที่รบกวนเกินไป การถ่ายเทอากาศไม่ดีพอ
ออกกำลังกายบ้าง
การออกเดินเล่นรอบบ้าน เดินไปจ่ายตลาดใกล้บ้าน หรือทำกายบริหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ในบางกรณีความออนเพลียอาจจะเกิดจากการนอนมากเกินไป และไม่ได้มีการเคลื่อนไหวของร่างกายที่เหมาะสม แต่ก็ไม่ใช่การออกกำลังจนมากเกินไป การทำกายบริหารควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด ไม่กระทำอย่างหักโหม และควรอยู่ในความดูแลของผู้ฝึกและแพทย์
อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียนี้จะหายไปได้เองในเดือนที่ 4 ของการตั้งครรภ์และจะกลับมาเป็นอีกครั้งในไตรมาสที่ 3 ดังนั้น การฝึกให้ใช้เวลานอนกลางคืนเพิ่มขึ้นจะช่วยให้ร่างกายคุณได้พักผ่อนเพียงพอ และถ้าคุณมาอาการอ่อนเพลียเพิ่มมากขึ้นร่วมกับอาการเป็นลมบ่อย ซีด และหายใจลำบาก คุณควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทันที

ความรู้สึกซึมเศร้า

“ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันควรจะดีใจที่ตั้งครรภ์ แต่ทำไมดิฉัน กลับรู้สึกคล้ายๆคนที่สูญเสียอะไรบางอย่าง คือเศร้าอยู่ในใจ”
ก่อนอื่นต้องขอทำความกระจ่างกับคุณเรื่องอารมณ์ซึมเศร้า และความรู้สึกอารมณ์แปรปรวนของหญิงตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวนในระยะไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์เป็นอารมณ์ที่ไม่คงที่และก่อ ให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดในหญิงตั้งครรภ์เอง และอีกอารมณ์หนึ่งคือ อารมณ์สับสน ลังเล ที่จะเกิดกับหญิงตั้งครรภ์ทุกคนทันทีที่ได้รับการแจ้งข่าวยืนยันการตั้ง ครรภ์ แม้แต่ผู้ที่ได้ตั้งใจและวางแผนการตั้งครรภ์ไว้ล่วงหน้า ก็จะเกิดอารมณ์สับสนลังเลนี้เช่นกัน
อารมณ์เช่นว่านี้เป็นอาการปกติที่ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา พยายามลดการดื่มกาแฟและกินของหวานให้น้อยลง พักผ่อนและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารครบส่วน พูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือบุคคลใกล้ชิดเพื่อระบายความรู้สึกสับสนของคุณเสีย บ้าง

โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะลดลงและหายไปได้เองในระยะเวลา 1-2 เดือนแต่ถ้าคุณรู้สึกมีอาการซึมเศร้ามากและบ่อยครั้ง คุณอาจจะอยู่ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะแปรปรวนทางอารมณ์ผิดปกติซึ่งพบ ได้ร้อยละ 10 ของหญิงตั้งครรภ์โดยทั่วไป ทั้งนี้อาจจะเนื่องจากสาเหตุข้อใดข้อหนึ่งดังนี้

• มีปัญหาทางเศรษฐกิจหรือปัญหาในครอบครัว
• ขาดกำลังใจและแรงสนับสนุนที่ดีจากสามี
• ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานเกินไปเนื่องจากภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์หรือต้องนอนพักรักษาตัวบนเตียงนานเกินไป
• วิตกกังวลมากเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาวะแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์

อาการแสดงที่สำคัญของภาวะซึมเศร้าในหญิงตั้งครรภ์คือ ความรู้สึกกระตือรือร้นลดลง เฉยชาต่อสิ่งแวดล้อม นอนไม่หลับมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกิน เช่น กินไม่ได้หรือกินไม่หยุด (กินตลอดเวลา) เหนื่อยล้าอ่อนเพลียตลอดทั้งวันและติดต่อกันเป็นเวลานาน ความสนใจในงานอาชีพและภารกิจหน้าที่ลดลง ความสนใจในสาระบันเทิงและกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นลดลง มีอารมณ์แปรปรวนอย่างมากและรวดเร็ว
ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวข้างต้นควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแล เพื่อหาทางป้องกันอาการไม่ให้เป็นมากขึ้น และในบางกรณีคุณควรต้องได้รับยาเพื่อการบำบัดอาการเหล่านี้ หรืออาจจะต้องพบจิตแพทย์เพื่อการดูแลที่เหมาะสม

 

Possibly Related Posts: